Phil_wc Demo Reel - Scoring for Film & Multimedia
From 2009 to 2011
Communication Signal 02 (2011) Electronic Composition with processing a sound sample by PD-Extended, Csound. Mix down in Logic Pro.
เพลงใหม่ที่ใช้เทคนิกเดียวกับ Eskmo, Amon Tobin คือกการอัดเสียงจริงๆเอามาดัดแปลงและทำเป็นเพลง แต่ผมดัดแปลงไปหน่อยนึง แล้วก็มาผสมเครื่องดนตรีครับ ใช้ไมค์ Tascam DR-05 มิกซ์เพลงกับ Logic Pro ส่วนใหญ่ทำงานกับ Audio ใช้ Midiเฉพาะ Bassline
Download Link : http://www.box.net/shared/rx3a8gip7ms4rn9pvri6
คำแนะนำ: ควรอ่านเรื่องที่สอนเก่าๆมา หรือมีความรู้พื้นฐานบ้างนิดหน่อย
สำหรับตอนนี้จะมาสอนทำเสียงที่มันล้ำๆหน่อย และช่วงนี้กำลังฮิตๆด้วยครับ คือทำเสียงเบสแบบ Dubstep ที่นิยมกันอยู่ตอนนี้
เรามาดูตัว Patch กันเลย

อันนี้เป็นการนำเทคนิกเก่าๆมาใช้หมดเลย ไม่มีอะไรใหม่
1. Additive Synthesis
2. Subtractive Synthesis
3. LFO (ดูหมวด AM)
ถ้าเข้าใจอันนี้ เวลาเล่นกับซินท์เพื่อจะทำ Wobble ก็จะง่ายขึ้นมาหน่อย
จะอธิบายทีละส่วนนะครับ
-ส่วนแรก ก้อนฝั่งซ้าย จะเป็นเสียง Synth ธรรมดาๆที่เอามา Additive กัน [mtof~] คือแปลงค่าmidi เป็นความถี่ แล้วก็ส่งให้ oscillator ต่างๆ -12 คือลงไป 1 octave
ผมแยกความดังสองอัน ให้เสียงต่ำดังกว่าเสียงสูง
วิ่งลงไปผ่าน Overdrive คือดันเสียงให้แตกนั่นแหละ
แล้วก็เข้า [lores~] เป็น Low pass filter เพื่อให้ LFO ทำงาน
จากนั้นออกลำโพง (writesf2 คืออัดเสียงเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับเสียง)
-มาดูก้อนของ LFO บ้าง อยู่ฝั่งทางขวา
ผมใช้ค่าอยู่ที่ 0-10 ยิงไปที่ osc~ เพื่อกำหนดความเร็ว
ก้อนตัวเลขสองอันต่อมาผมใช้วิธีoffsetมันขึ้นไปเพื่อให้เลขอยู่ระหว่าง 40-1040 เอาไปคุม low pass filter
การใช้ LFO ดูที่ LFO (ดูหมวด AM)
ตัวเลขนั้นจะยิงไปที่ [lores~] เพื่อให้มันcut ความถี่ที่ว่านั้นครับ
ทำตามนี้เป็นอันจบสูตร Wobble bass แล้วไปลองทำกันดูนะครับ
มี 2 Parts ครับ
Space360 and Phil_wc Jamming at minimal gallery (Chiang Mai,TH)
Space360 use Korg ESX 1.
Phil_wc use Korg monotron, pd-extended and iphone4
คำแนะนำ: ควรอ่านเรื่องที่สอนเก่าๆมา หรือมีความรู้พื้นฐานบ้างนิดหน่อย
Tutorial แรกนะครับ สอนทำเสียงง่ายๆก่อนคือเสียงเครื่องเคาะพวก Mallet ต่างๆครับ เพราะมันมองง่ายดี
แค่ทำ Mallet ใช้ Additive ก็ทำได้แล้วครับ จะมาทำกันให้ดูซักนิด
ทำเสียงที่ออกมาแบบ Marimba นะครับ
เราก็ต้องมานั่งนึกก่อนว่าตัวเสียงเป็นอย่างไร สั้นยาวแค่ไหน และน่าจะใช้ Osc ตัวใดมาทำครับ
เสียงฟังกลมๆ เราก็เลยลองเอา sine wave มาใช้ ส่วนความยาว Envelope พวกนี้จะเป็น curve โค้งครับ เราก็ใช้ [curve~]
และเราก็กำหนด Harmonic ของมันครับ บางที วิธีแกะเสียง แกะจากการดู EQ ได้
สร้างเสียงหลักก่อนครับ แล้วทีนี้ค่อยมากำหนด Harmonic มัน (ตอนนี้เสียงจะยังไม่ออก เพราะติด [*~] เพื่อต่อ Envelope)
และก็มากำหนด Harmonic เอาครับ ส่วนเทคนิกนั้นต้องมาจากการสังเกตุล้วนๆ ดูwave ฟังเสียง
กิ่งที่แตกออกมาคือเสียงย่อยนะครับ osc ผมกำหนดไปเป็น คูณ 4, 8 และ 0.5 โดยต่อเข้ากับความดังที่น้อยกว่า บางทีพวกนี้กว่าจะหาค่า harmonic มันได้ต้องมานั่งสุ่มเลขดูครับ
ตอนนี้เสียงยังไม่ออกอยู่ดีนะ รอสร้าง Envelope ก่อน
เข้าขั้นตอนสร้าง [curve~] คือเราจะแบ่งความยาวเสียงกับความยาว harmonic ออกจากกันครับ
จะเห็นว่าสร้างไว้สองอันนะครับ วิธีสร้างให้ดูจากบทความเก่านะครับ
อันแรก ด้านซ้าย จะเห็นว่าเสียงสั้นกว่าข้างขวา เพราะว่าถ้าเสียงมามากไป มันจะเหมือนตีเหล็กครับ
อันที่สอง เสียงยาวกว่า ไว้คุมเสียงหลักอย่างเดียว
ทั้งสองอันนี้จะมี Envelope เป็นรูปโค้งขึ้น ยอดแหลม แล้วก็โค้งลงมานะครับ เป็นลักษณะของ Marimba
เมื่อทำตามภาพได้แล้ว ทีนี้ลอง Bang ดูครับ และลองปรับความถี่ดู เสียงจะออกมาเหมือน Marimba เลยทีเดียว
มีวิธีประยุกต์เป็นเครื่องเคาะอื่นๆได้อีกเช่น Xylophone รูปแบบของมันเสียงสูงจะเด่น
ทำโดยการสลับ Harmonic กับเสียงหลักดู ให้เสียงสูงกลายเป็นเสียงหลัก และเอาเสียงธรรมดากับต่ำ ให้เบามากๆ แล้วก็สลับ curve~ ดูครับ
หวังว่า Tutorial นี้จะช่วยเรื่องการสังเคราห์เสียงได้มากขึ้นนะครับ
19 March 17:00 - 20:00
Ambient music live.
with Puredata, Ableton live.
At Bangkok Art and Cultural Center
วันนี้พูดเรื่อง Subtractive Synthesis กับ Enverlope อีกแบบนึง
—
คือการเอาเสียงที่ได้มาแล้วนั้น (จะได้ด้วยวิธีการใดก็ตามอย่าง Additive) มาหักออกเหมือนชื่อ โดยใช้ Filter ต่างๆ คัดความถี่บางย่านออก ขึ้นอยู่กับชนิดของ Filter
บน PD ครั้งนี้จะเรียน object หลักๆ สี่อันตามรูป
object พวกนี้วิธีใช้คล้ายกันหมด สามารถต่อแทนกันได้
เริ่มที่ [lop~] คือ Low pass filter ครับ
วิธีใช้ input แรกรับสัญญานเสียง input สองรับค่าว่าจะให้ผ่านถึงเท่าไร เช่น
ลองใช้ square เสียง harmonic มันเยอะ
กล่อง number ที่เป็น 500 คือ กรองความถี่ที่มากกว่า 500 ออก ครับ
—
[hip~] คือ Hi pass filter คล้ายกับ Low pass คือ คัดความถี่ต่ำออก
วิธีใช้แบบเดียวกัน ลองเปลี่ยน [lop~] เป็น [hip~] ค่า 500 จะเป็นกรองความถี่ที่น้อยกว่า 500 ออก ครับ
—
[bp~] คือ Band pass เลือกให้ผ่านเฉพาะบางความถี่
ช่องกลางคือ ความถี่ตรงกลางที่ให้ผ่าน ช่องขวาเป็นค่า Q (คล้ายๆ amplitudeที่แปรผกผัน ยิ่งน้อยยิ่งดัง)
—
[lores~] คือ low pass ที่มีการยกขึ้นของแอมปลิจูดที่ตัดด้วย ดังรูป
ตรงที่นูนขึ้นคือค่ายกครับ
input ตรงกลาง คือตัดความถี่ที่มากกว่าออก ฝั่งขวาคือค่าความดัง ห้ามเกิน 1 ครับ
ถ้าลองเล่นกับเสียง Noise จะเหมือนที่เขาใช้ในเพลง electronic นั่นเลย
——
Enverlope อีกแบบนึงของวันนี้คือการใช้ [curve~] ชึ่งใช้แทนที่ [vline~] ได้
คือการทำให้ enverlope ของเราเป็นกราฟโค้งครับ ไม่ตรงเป็นเส้นตรง
วิธีใช้ของเจ้านี่จะแปลกกว่า [vline~] ตรงที่สามารถรับได้ทีละค่าเท่านั้น เราจึงใช้ดีเลย์ [del ] ช่วยยิงอีกคำสั่ง
สร้าง [curve~] ขึ้นมา ใช้ bang ช่วยยิงครับ และสั่ง message แรก 1 1 ,หนึ่งอันแรกคือ amplitude หนึ่งอันที่สองคือเวลา อันนี้ก็คือการยิงเสียงให้ดังขึ้นมาทันที
ต่อมาใช้ [del 2] คือ delay แค่ 2 millisecond
เพื่อเข้า message ที่สอง 0 700 -0.5 , 0 คือ amplitude 700 คือระยะเวลา อันที่สามคือ ความโค้งครับ
ความโค้งนี้เราจะใช้ตั้งแต่ -1 ถึง 1 ซึ่งจะเป็นดังนี้
x>0
x<0
จากpatch ที่เห็น ใช้เป็น -0.5 คือเสียงจะตกลงแบบรูปข้างล่าง Envlope แบบนี้ใช้กับพวกเครื่องเคาะเช่น พวก Mallet instrument
ส่วน Output ของเจ้านี่ก็ไปต่อฝั่งขวาของ [*~] ตามปกติครับ
คราวหน้าจะ workshop ซักเสียงให้ดูครับ
End of line_
ผมตอบช้าไปรึเปล่าแฮะครับ คือช่วงนั้นติดสอบเลยไม่ได้มายุ่งกับบล็อกนี้เท่าไร
เรื่อง Env บางทีต้องลองแกะจากเสียงด้วยโปรแกรมครับ แล้วแต่ละวิธี
วิธีผมจะแกะโดยเอาเสียงเข้าโปรแกรม EQ บนโลจิก ดูเสียง Harmonic ก่อนครับ
แล้วก็ Analyze ดูว่าแต่ละความถี่มี Env เร็วช้าแค่ไหน ค่อยมาทดลองบนโปรแกรมอีกทีครับ
สำหรับเรื่อง Sound Synthesis และโปรแกรมเสียงมากมาย เข้าไปอ่านได้กันที่
http://www.patid.com/board/index.php/board,13.0.html
อำนวยโดยป๋าติ๊ดเจ้าเก่า
เพิ่มที่ในการโหลดโปรแกรม
ผมอัพไว้ http://www.mediafire.com/?bzr0x57ozyxm6gp ของ Mac OSX
ขอ PC http://www.mediafire.com/?v74zvjbl7bng3gg
+Puredata Video Tutorial
http://www.youtube.com/user/cheetomoskeeto#g/c/12DC9A161D8DC5DC
เรามาพูดถึงเรื่อง Modulation กันนะครับ
จากที่ดูใน wiki นั้น เจอว่ามีประเภทของ Modulation อีกมากมาย วันนี้จะมาพูดถึงเรื่อง AM กับ FM กันก่อนครับ
อธิบายแบบง่ายๆๆ
AM คือ Amplitude Modulation คือการใช้ความถี่ Modulation ไปความคุมทางฝั่งความดังของ Carrier(คือคลื่นหลัก) ซึ่งอยู่ในช่วงไม่เกิน 20 Hz จะทำให้เกิดเสียงคล้ายๆ Tremolo ไม่นิ่ง สั่นเป็นจังหวะ
FM คือ Frequency Modulation คือการใช้คล้ายๆกับ AM มี Modulator กับ Carrier แต่เอา Modulator มาเปลี่ยนแปลงความถี่แทน ทำให้ได้คลื่นที่มีรูปแบบซับซ้อน และมีค่าเพื่มมาอีกหนึ่งคือ Index ใช้คุมค่าช่วงกว้างของ Modulator อีกที
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://dl.dropbox.com/u/8795859/E-Book/Synthesis%20by%20Pradit.pdf
เป็นหนังสือภาษาไทยครับ
oscillator มีสี่แบบที่สามารถสร้างใน PD ได้คือ
[osc~] sine wave
[square~] square wave
[phasor~] saw tooth
[noise~] noise
เข้าเรื่อง AM กับ PD ก่อน
เราจะเข้าสูตรง่ายๆกับ Grapher เพื่อให้เห็นคลื่นเสียง โดยการสร้างความถี่ Modulator ง่ายๆขึ้นมา
y = 0.5sin(x)+0.5
นี่คือตัว Modulator ครับ จะได้กราฟแบบนี้มา
จะเห็นว่าค่าเหมือนถูกยกให้วิ่งในช่วงระหว่าง 0-1 นั่นคือเอามาคุมแอมปลิจูดนั่นเอง (ที่ความดังห้ามเกินหนึ่ง)
เราจะเอามาเขียน PD กันแบบนี้
เสียงมันจะสั้นๆนะครับ ตัวModulator อยู่ชุดฝั่งขวา ตัว [osc~ 10] เลข 10 สามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งถ้าเกิน 20 เราจะได้ยินเป็นอีกความถี่นึงครับ (ตัว vline~ พูดไปเมื่อบทที่แล้วแล้วนะ)
จะได้สูตรง่ายๆ ถ้าแบบตามรูป PD (ใช้ sin40(x)) จะได้เห็นความถี่ง่ายๆ
y = sin(40x)*(0.5sin(x)+0.5)
เมื่อซูมออกจะเป็นแบบนี้ครับ จะดังเบาๆไปเรื่อยๆ
เป็นคลื่นสวยงาม เรียกว่า Ring Modulation เป็นสาขาย่อยของ AM ครับ
เราสามารถเอาการวิ่งจาก 0-1 ไปเล่นกับอย่างอื่นได้อีกนอกจาก Amplitude
อย่างเช่น y = 100sin(x)+500 แล้วเอาไปต่อกับ [osc~] เราก็จะสามารถให้ความถี่วิ่งตั้งแต่
400-600 (เอา 500+-100)
เข้าเรื่อง FM กันบ้าง
เขียนสูตรแบบ FM เลย จะได้
y = sin(x + z * sin(x))
z คือ ค่า index ดังที่กล่าวไว้ตอนต้น
จะมี x หน้ากับหลัง x หน้าคือ Carrier, x หลัง คือ Modulator
จะลองแทนค่า z ให้ดู ทำให้เกิดคลื่นที่ซับซ้อนขึ้นมาก
z=0 เป็น Sine Wave ธรรมดา
z=1
z=2
คลื่นมันค่อยๆประหลาดขึ้นไปเรื่อยๆ และจะค่อยๆเกิดความถี่ที่ได้ยินเล็กๆในค่าที่สูงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเปลี่ยนเลขzมากขึ้น
มาเข้าที่ PD กัน
คือการต่อให้เข้าไป “บวก” ก่อนที่จะเข้า Carrier (คำสั่ง [sig~] คือการแปลงเลขให้เป็นสัญญาน)
ลองเลื่อนตัวเลขก็จะได้เสียงที่แปลกประหลาดดูดี ถ้าเลื่อนตัว Index ยิ่งเยอะ ยิ่งเกิด Sideband ครับ เสียงมันจะแหลมเสียดหู
แล้วลองผสมแบบหลายๆเสียงดูครับ
วันนี้พอแค่นี้ จบคาบ
ปล. เนื้อหาที่ผมเรียนหลังๆจะเริ่มยาก และอธิบายเป็นตัวหนังสือยากด้วย ซึ่งถ้าต้องการเรียนมากกว่าที่เขียนก็ไว้ลองมาคุยกันดูครับ ผมจะเขียนเนื้อหาที่สามารถเข้าใจได้ในแบบตัวหนังสือละกันนะ บางอย่างที่ยากเกินอธิบายจะเก็บไว้ก่อน
คราวนี้เราจะมาอัพสั้นๆบอกซักเล็กน้อยเกี่ยวกับของต่างๆใน Put ครับ
จะเห็นว่าเราสามารถเอาอะไรมาใช้ได้บ้าง
ผมเรียงตั้งแต่ Object-Hslider ให้ดู เพราะใช้บ่อย ที่เหลือเดี๋ยวค่อยว่ากัน ไม่ก็ไปลองเองดูนะ
อันแรก Object เปรียบเหมือนโมดูลต่างๆเพื่อใช้พิมใส่ว่าจะให้มันทำอะไร
สอง Message เป็นเหมือนเขียนคำสั่งเพื่อสั่งงานให้กับ Object พิมเข้าไป แล้วคลิก ก็คือ bang คำสั่งที่พิมไป
สาม Number น่าจะรู้อยู่แล้ว ป้อนเลขเข้าไปแล้วกด enter ไม่ก็เลื่อนเลขได้ หรือกด shift+เลื่อน เพื่อความละเอียด
สี่ Symbol อันนี้ยังไม่ได้ใช้ สามารถพิมสัญลักษณ์ได้
ห้า Comment เอาไว้เหมือนโน๊ตเข้าไปว่าอันนี้อะไรยังไง
หก Bang ไว้เพื่อยิงให้ทำงานทีนึง
เจ็ด Toggle ไว้เหมือนเปิดปิดสวิชท์
แปด Number2 อันนี้ไม่ค่อยทราบ ไว้บอกทีหลัง
เก้ากับสิบ slider ทั้งหลายแหล่ สามารถใช้เป็นตัวเลื่อนค่าต่างๆซึ่งกำหนดได้จาก Properties
อัพกันสั้นๆแค่นี้ครับ
สัปดาห์นี้พูดถึงเรื่องของ Envelope และการ Export ไฟล์เสียง กันนะครับ
Envelope คือ…. การกำหนดค่ารูปแบบของการวิ่งของตัวเลขที่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ ซึ่งเราจะนำมากำหนดค่าต่างๆเช่น ความดังของโน๊ต อัตราการวิ่งของความถี่ หรือควบคุมฟิลเตอร์ ถ้าเขียนเป็นกราฟจะเป็นประมานนี้นะครับ
ในรูปจะเห็นมีอยู่ 5 ค่าด้วยกัน Delay Attack Decay Sustain Release
รูปนี้เขียนไปหลายค่าเลย PD ก็สามารถเขียนได้เหมือนกัน
ในการนี้เราจะใช้คำสั่ง [vline~]
ให้ต่อตามนี้ดู
Output ของ vline~ เป็นสัญญาน แต่รับ input เป็นตัวเลข เราจะใช้ Message ในการสั่งค่า จะอธิบายคร่าวๆในการเขียนเลขดังนี้ แบ่งเป็นสองส่วนให้ดู
ส่วนแรก 1 10, เลข 1 10 คือค่าตัวเลขที่ต้องการให้วิ่งจากค่าก่อนหน้าไป1 ที่ 10 millisecond กราฟก็จะวิ่งขึ้น (แต่เนื่องจากไม่มีค่าก่อนหน้า จึงนับว่าจาก 0ไป1)
ส่วนสอง 0 700 20 คือ วิ่งจากค่าก่อนหน้าไปที่0 ในเวลา 700 millisecond โดยที่มีค่าดีเลย์ 10 millisecond กราฟจะวิ่งลงหลังผ่านไป 10 millisecond
เพราะฉะนั้น ข้อมูลแรกกับข้อมูลสองจะต่อกัน(เกือบ)พอดี (จริงๆต้องใช้เป็นดีเลย์ 11 millisecond แล้วแต่จะเขียน) เราจะได้ Envelope แบบ AD มา สมมติถ้าอยากให้เสียงยืดยาวกว่านี้นิดนึง จะเขียนได้เช่น 1 10, 0 700 500 เพิ่มดีเลย์มาเป็น 500 คราวนี้ระยะเวลาที่เสียงค้างที่ 1 จะเป็น 500-10 = 490
เราสามารถเขียนเพิ่มได้อีก อย่างเช่นอยากให้ออกมาสองเสียง ก็ 1 10, 0 700 10, 1 10 710, 0 700 720 (ใช้เป็นจำนวนเต็มสิบ คำนวนง่ายดี)
เวลาสังเกตว่าเข้าออกเป็นสัญญานเสียงหรือเลข ให้ดูที่ช่องเหลี่ยมๆที่ต่อสาย ถ้าทึบ จะเป็นเสียง ถ้าเป็นกล่อง จะเป็นเลข
คราวนี้สามารถนำค่าไปคุมตรง [osc~] ได้ด้วย แค่นำ output จาก [vline~] ไปต่อที่ช่องซ้ายของ [osc~] ได้เลย
ลองมาดูอีกคำสั่งคือ [unsig~ 30] unsig~ คือเปลี่ยนสัญญานให้เป็นตัวเลข ใช้กับขาเข้าที่เป็นสัญญานได้หมด ตัวเลขข้างหลังคือค่ารีเฟรชเป็น millisecond ลองต่อ และกดเพื่อดูตัวเลขดูสิ
จริงๆมีอีกสองวิธีที่เขียน Envelope คือสร้างตารางกราฟ กับใช้คำสั่ง [curve~] เดี๋ยวถ้ามีเวลาจะเขียนถึง เพราะสร้างตารางค่อนข้างยุ่งยากและงง
เข้าถึงเรื่องการเซฟงานเสียง
โดยการใช้เครื่องมือ [writesf~ 2] ทำตามรูป open… คือต้องการไปเซฟที่ไหน และเริ่มกับหยุด นอกจากจะต่อเข้า [dac~] ด้วยแล้ว ต่อเข้า [writesf~ 2] ด้วย วิธีกดเพืื่อเซฟคือ
1. กดที่ open /
2. กด start
3. กดเล่นเสียง
4. กด stopก็จะได้ไฟล์ออกมาหนึ่งไฟล์เป็น wav (คอมของผมเป็นแมค ถ้าใช้ใน PC อย่าลืมใส่ที่ open ให้ถูกต้องด้วย)
จบคาบครับ
End of line_
ด้วยแอปที่ชื่อว่า
http://itunes.apple.com/us/app/sound-scope-free-video-theremin/id314162158?mt=8
แอปนี้ใช้หลักการ Granular Synthesis คือ การนำเสียงสั้นๆหลายเสียงมาต่อกันในความเร็วที่เร็วมาก จะเป็นเสียงอะไรก็ได้ ที่อยู่ในช่วง 10 - 60 milliseconds นำมาต่อกันในความถี่ที่ได้ยิน สิ่งที่นำมาใช้นั้นได้ตั้งแต่ sinewave ไปจนถึงคลื่นซับซ้อนมากมายครับ
ส่วนเรื่องการใช้ Granular Synthesis กับ PD จะกล่าวในบทต่อๆไป
คราวนี้บล็อกจะเริ่มไทยคำอังกฤษคำละนะครับ เนื่องจากเห็นว่าภาษาอังกฤษมีคนทำเยอะแล้ว จึงอยากทำให้คนไทยอ่านรู้เรื่องกันมากกว่า
Yeah! This blog is hybrid language hahaha.
I have learning about additive synthesis with PD his week.
additive synthesis คือการนำ wave พื้นฐานคือ sine wave มาสร้างเสียงต่างๆโดยการจับมันหลายๆมารวมเพื่อแปลงค่าเสียง โดยการกำหนดค่าความถี่และแอมปลิจูดเอง
เข้าเรื่องกันเลยกับการเล่นกับ PD
ถ้าใช้แมคจะง่ายหน่อยเพราะมีโปรแกรม Grapher มาให้ซึ่งดูตัวอย่างได้ง่าย
sinewave แทนสูตรคณิตศาสตร์ได้ว่า y = sin(x) ซึ่งกราฟตัดที่ 0 พอดี
additive คือการนำอีกเวฟเข้าไปรวมก็จะเห็นเช่นแบบนี้
y = sin(x) + sin(2x) + sin(3x)
จะเห็นว่ารูปคลื่นเปลี่ยนไป
ซึ่งเวลาเขียนกับ PD ต้องระวังให้ดีห้ามให้เสียงเกินหนึ่ง โดยการคูณเลขน้อยกว่าหนึ่งเข้าไปเช่น [*~ 0.5]
มาเริ่มเขียนกับ PD ตามรูป.
ผมเอาความถี่จากที่เดียวกระจายออกมาแล้วคูณด้วยเลขต่างๆ ตอนนี้ยังไม่คำนึงถึงการกำหนดค่าของแอมปลิจูด ค่าโน๊ตที่คูณเข้าไปเป็นโน๊ต จับมันมัดรวมแล้วคูณด้วยเลขทศนิยมเพื่อลดระดับเสียงลง
เสียงที่ได้จะคล้ายออร์แกน เนื่องจากระดับเสียงที่เท่ากัน ถ้าต้องการลองผสมให้ได้เสียงอื่น ลองเปลี่ยนตัวคูณกับเพิ่มหรือลดแอมปลิจูดไปให้ในแต่ละ Osc แล้วจับรวมกัน
เจ้าตัว slider ที่เห็น สร้างโดยการไปที่ Put เลือก vslider และคลิกขวาเลือก Properties แล้วก็ตั้งค่าตรง output - range บรรทัดที่สอง ให้เป็น 0 - 0.2 เพื่อไม่ให้เสียงดังเกิน แล้วก็ ok ก่อน
[*~ 0.2] ที่ถูกลาก slider เข้านั้น ถ้าค่าจาก slider ไม่เข้า จะหมายถึง 0.2 เป็นค่าตั้งต้น
คราวนี้เราใช้ slider เปิดปิดเสียงได้
การที่มี ~ กับไม่มี, มีคือสัญญานเสียง ไม่มีจะเป็นสัญญาณตัวเลข หรือคำสั่ง
จบคาบ :D
คราวหน้าจะพูดถึงเรื่องการเขียน Envelope พวก ASR
ตารางคำสั่งคร่าวๆอ่านได้จาก
http://dl.dropbox.com/u/8795859/E-Book/Sound%20Cmd%20for%20PD%20Max.pdf
http://dl.dropbox.com/u/8795859/E-Book/Signal%20Cmd%20for%20PD%20Max.pdf
(By Pradit Saengkrai)
เป็นเอ็นทรี่แรกของปีครับ หลังจากดองมันมานานแสนนาน เดี๋ยวอันต่อไปจะอัพผลงานของผมครับ
ว่าด้วยเรื่องดนตรี เซ็กส์ กับแรงจูงใจทางสังคม
สำหรับบทความนี้ผมจะอธิบายสั้นๆถึงดนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ และจิตวิเคราะห์อีกนิดหน่อย ว่าจนถึงในปัจจุบันว่าเราผลิตดนตรีเพื่ออะไร ดนตรีเกี่ยวข้องกับเซ็กส์ตั้งแต่เมื่อไร และกล่าวไปถึงกระแสเพลงเคป็อปที่ปัจจุบันกำลังติดกันงอมแงมด้วย ที่ผมเขียนขึ้นมาจากการวิเคราห์ของผมเองบวกกับข้อมูลที่ผมได้อ่านมา
ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ตามทฤษฎีของฟรอยด์ (Freud) ถ้าเราเอากรอบทางสังคมและวัฒนธรรมออกไปแล้วมนุษย์เกิดมาเพื่อตอบสนองทางเซ็กส์ (เซ็กส์ของฟรอยด์ไม่ได้หมายถึงร่วมเพศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำอื่นๆเพื่อให้ได้มาถึงความพึงพอใจทางเพศ) ฟรอยด์ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเกิดระบบศีลธรรมขึ้นมนุษย์ได้แปลงสัญชาติญาณทางเซ็กส์ไปเป็นกิจกรรมอื่นเช่นงานศิลปะ วรรณกรรม หรืองานสร้างสรรค์อื่นๆ เหตุนี้ผมจึงหยิบมาพูดในด้านดนตรี ถึงศิลปะเป็นเรื่องไม่จำเป็นกับชีวิต แต่มันยังมีอยู่เพื่อบางอย่าง..
ดนตรีเกี่ยวข้องกับเซ็กส์ตั้งแต่เมื่อไร? ส่วนตัวผมคิดว่าตั้งแต่เริ่มมีดนตรีย้อนไปสมัยเมโสเตเมียหรือเก่าแก่กว่านั้น แต่ถ้าจากการเริ่มมีบันทึกแล้วล่ะก็เริ่มจากดนตรีที่ไม่ได้แต่งเพื่อพิธีกรรมหรือพิธีทางศาสนา (หรืออาจมีเกี่ยวข้องบ้างเหมือนงานศิลป์อื่นๆ) ในช่วงศตวรรศที่15-16 ที่ดนตรีเริ่มใช้เพื่อความบันเทิง เขียนเพลงจากจินตนาการตนเองในเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เช่นเพลงพื้นบ้าน จนถึงโอเปร่าหรือซิมโฟนี ที่มีการอธิบายทั้งตรงๆหรือเป็นนัย อย่างเช่นลองไปดูต่อที่ http://www.limelightmagazine.com.au/Article/290306,sex-love-and-erotica-in-classical-music.aspx/8
ส่วนในประเทศไทยจากที่บันทึกการแสดงโขนมีขึ้นในช่วงสมัยสมเด็จรามาธิบดี สมัยอยุทธยาในช่วงศรรตวรรศที่ 15 ที่มีการแสดงบทละครกับดนตรีประกอบ เช่นเรื่องรามเกียรติ์ที่มีการบรรยายเป็นการเกี้ยวกันของตัวละคร (อย่างที่เคยเรียนตอน ม.ปลาย) จนมาถึงเช่นสมัยสุนทรภู่ที่เขียนบทละครมีการสมสู่ในเชิงสัญลักษณ์
อีกเหตุหนึ่งอาจเกิดในช่วงสุโขทัย ที่มีการบรรเลงดนตรีพื้นบ้านเป็นการแสดงเหมือนกับเพลงฉ่อย "เพลงนั้นเป็นเพลงพื้นเมืองที่เราเรียกว่า เทพทอง เป็นการแสดงพื้นเมืองแบบเดียวกันกับเพลงฉ่อย แต่ว่าถ้อยคำที่เขาเล่นเพลงพื้นเมืองเทพทองนี้หยาบโลนยิ่งกว่าการแสดงอะไรทั้งนั้น ไม่มีการละเล่นใดหยาบโลนเท่าเทพทองเลย” โดย มนตรี ตราโมท (หนังสือสารัตถะดนตรีไทย :54-55) ต่อมาเปลี่ยนเป็นเพลงละคร มีปี่พาทย์รับและเรียกว่าเพลงสุโขทัย
มาเรื่องความสูงส่งทางดนตรีคลาสสิคนั้น เป็นความคิดที่เกิดจากสังคมบางกลุ่มเท่านั้น ทุกคนไม่ได้เห็นพ้องกับความคิดนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่ดนตรีคลาสสิกจะสูงส่งอยู่เสมอ วาทกรรมดนตรีคลาสสิกสำหรับคนชั้นสูงนี้เป็นความคิดของยุคสมัยโบราณ และดนตรีถูกเล่นในวัง เก็บเงินราคาสูง จึงเกิดการเข้าถึงของคนบางกลุ่มเท่านั้น นั่นเป็นเรื่องของยุคที่แล้ว มาถึงยุคนี้อะไรๆก็เข้าถึงได้ง่าย แต่เรากลับจำกัดว่ามันสูงส่ง จึงเกิดการเลือกเสพ แต่สุดท้ายเราเองที่เป็นคนเลือกเสพ ดนตรีจะดีไม่ดี หรูไม่หรูจึงกำหนดไม่ได้แน่นอน แต่ที่เราฟังดนตรีเพราะว่ามันตอบสนองความต้องการของเราเองมากกว่า ส่วนบรรทัดฐานทางดนตรีนั้นเกิดมาจากคนมีการศึกษาเป็นผู้ตีความ ไม่ได้เกิดจากการรู้ได้ด้วยตัวตน
จนมาถึงปัจจุบันที่แนวดนตรีป็อปและร็อคแนวนี้มีบทบาทกับโลกมากกว่าแนวอื่น กับเนื้อเพลงที่หนีไม่พ้นเรื่องเซ็กส์ในหลายๆแง่ ในอย่างนึงเพื่อการขายและตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ จนเกิดเป็นระบบอุตสาหกรรมดนตรีขึ้น และลดความหมายของดนตรีลง
มาถึงประเด็นที่ผมจะวิเคราะห์ถึงเรื่องบอยแบนด์เกิลด์กรุ๊ปทั้งหลายกับพฤติกรรมการเสพของบุคคลทั่วไป ที่แทนจะเสพดนตรีกลับเสพนักแสดงเป็นอัตราส่วนมากกว่า (ใช้คำว่านักแสดงเพราะว่าพวกเขาแทบไม่มีส่วนร่วมในการผลิตดนตรี) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นวงเกาหลีเท่านั้น ดนตรีพวกนี้มีประเด็นหลังคือขายนักแสดง และยังทำสำเร็จอีกด้วย เพราะอะไร? ผมมองดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการเติมเต็มทางเซ็กส์ (ในทุกๆแนวเพลง) สำหรับแนวนี้นั้นจะตอบสนองความต้องการทางรูปลักษณ์และส่งผลทางจิตใจ เราจะเห็นบรรดาแฟนคลับคอยสนับสนุน ซื้อของให้ คอยตามไปรับส่ง โดยที่ไม่มีใครมองว่าเป็นคนโรคจิต ซึ่งสิ่งนี้เราไม่สามารถทำกับคนธรรมดาที่หน้าตาดีได้เพราะเขาไม่ได้เป็นคนของประชาชน(คนดัง) สิ่งเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มให้ปมในจิตใจบางอย่าง เช่นไม่มีทางหาแฟนได้แบบนี้แน่ๆ บางคนยกให้เป็นคนในอุดมคติ(ที่เป็นไปไม่ได้)จนหันกลับมาด่าบุพการี ทำไมผู้หญิงจึงติดมากกว่าผู้ชาย โดยปกติตั้งแต่อดีตของมนุษย์ เราอยู่บนสังคมวัฒนธรรมแบบกดขี่เพศแม่ แน่นอนที่ความรู้สึกทางเพศของผู้หญิงถูกเก็บกดไว้ และไปใช้กับทางอื่นๆวมทั้งเรื่องความแตกต่างของเพศในทางชีววิทยาด้วย เพื่อตอบสนองกับความต้องการทางเซ็กส์ที่ถูกกดไว้ ไม่น่าจะเกี่ยวกับการที่มีเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แต่เหตุผลหลักคือกฏเกณฑ์ทางสังคม และความต้องการทางเซ็กส์มากกว่า
แต่ไหนแต่ไรแล้วที่งานศิลปะใช้เป็นเพียงส่วนเติมเต็มให้มนุษย์ ยิ่งพอมาถึงยุคทุนนิยมยิ่งกลับทำให้มันชัดเจนขึ้นไปอีก และเปลี่ยนจากงานศิลปะให้กลายเป็นงานขยะที่ผลิตเพื่อขายชั่วขณะ ขาดการพิถีพิถันในผลงานไป มาร์คูส (Marcuse) เป็นนักวิเคราะห์และนักปรัชญากล่าวว่า ความอยู่รอดของระบบทุนนิยมขึ้นอยู่กับการแข่งขันและบีบบีงคับให้มนุษย์ทำงานหนักแข่งกับเวลา งานทุกประเภทในระบบการผลิตแบบทุนนิยมเป็นงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อ ทำให้การแสวงหาความสุขความพึงพอใจน้อยลง และกลายเป็นทาสของระบบมากขึ้นไป
สรุปแล้วควรคิดว่าเราทำงานศิลปะมาเพื่ออะไร?
บทความโดย ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล (phil_wc)
13/4/2555
ดนตรี เซ็กส์ กับแรงจูงใจทางสังคม
ตั้งแต่ อดีตจนปัจจุบัน ตามทฤษฎีของฟรอยด์ (Freud) ถ้าเราเอากรอบทางสังคมและวัฒนธรรมออกไปแล้วมนุษย์เกิดมาเพื่อตอบสนองทางเซ็ก ส์ (เซ็กส์ของฟรอยด์ไม่ได้หมายถึงร่วมเพศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการกระทำอื่นๆเพื่อให้ได้มาถึงความพึงพอใจทางเพศ) ฟรอยด์ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเกิดระบบศีลธรรมขึ้นมนุษย์ได้แปลงสัญชาติญาณทาง เซ็กส์ไปเป็นกิจกรรมอื่นเช่นงานศิลปะ วรรณกรรม หรืองานสร้างสรรค์อื่นๆ เหตุนี้ผมจึงหยิบมาพูดในด้านดนตรี ถึงศิลปะเป็นเรื่องไม่จำเป็นกับชีวิต แต่มันยังมีอยู่เพื่อบางอย่าง..
ดนตรี เกี่ยวข้องกับเซ็กส์ตั้งแต่เมื่อไร? ส่วนตัวผมคิดว่าตั้งแต่เริ่มมีดนตรีย้อนไปสมัยเมโสเตเมียหรือเก่าแก่กว่า นั้น แต่ถ้าจากการเริ่มมีบันทึกแล้วล่ะก็เริ่มจากดนตรีที่ไม่ได้แต่งเพื่อ พิธีกรรมหรือพิธีทางศาสนา (หรืออาจมีเกี่ยวข้องบ้างเหมือนงานศิลป์อื่นๆ) ในช่วงศตวรรศที่15-16 ที่ดนตรีเริ่มใช้เพื่อความบันเทิง เขียนเพลงจากจินตนาการตนเองในเรื่องอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา เช่นเพลงพื้นบ้าน จนถึงโอเปร่าหรือซิมโฟนี ที่มีการอธิบายทั้งตรงๆหรือเป็นนัย อย่างเช่นลองไปดูต่อที่ http://www.limelightmagazine.com.au/Article/290306,sex-love-and-erotica-in-classical-music.aspx/8
ส่วน ในประเทศไทยจากที่บันทึกการแสดงโขนมีขึ้นในช่วงสมัยสมเด็จรามาธิบดี สมัยอยุทธยาในช่วงศรรตวรรศที่ 15 ที่มีการแสดงบทละครกับดนตรีประกอบ เช่นเรื่องรามเกียรติ์ที่มีการบรรยายเป็นการเกี้ยวกันของตัวละคร (อย่างที่เคยเรียนตอน ม.ปลาย) จนมาถึงเช่นสมัยสุนทรภู่ที่เขียนบทละครมีการสมสู่ในเชิงสัญลักษณ์
อีก เหตุหนึ่งอาจเกิดในช่วงสุโขทัย ที่มีการบรรเลงดนตรีพื้นบ้านเป็นการแสดงเหมือนกับเพลงฉ่อย “เพลง นั้นเป็นเพลงพื้นเมืองที่เราเรียกว่า เทพทอง เป็นการแสดงพื้นเมืองแบบเดียวกันกับเพลงฉ่อย แต่ว่าถ้อยคำที่เขาเล่นเพลงพื้นเมืองเทพทองนี้หยาบโลนยิ่งกว่าการแสดงอะไร ทั้งนั้น ไม่มีการละเล่นใดหยาบโลนเท่าเทพทองเลย” โดย มนตรี ตราโมท (หนังสือสารัตถะดนตรีไทย :54-55) ต่อมาเปลี่ยนเป็นเพลงละคร มีปี่พาทย์รับและเรียกว่าเพลงสุโขทัย
มา เรื่องความสูงส่งทางดนตรีคลาสสิคนั้น เป็นความคิดที่เกิดจากสังคมบางกลุ่มเท่านั้น ทุกคนไม่ได้เห็นพ้องกับความคิดนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่ดนตรีคลาสสิกจะสูงส่ง อยู่เสมอ วาทกรรมดนตรีคลาสสิกสำหรับคนชั้นสูงนี้เป็นความคิดของยุคสมัยโบราณ และดนตรีถูกเล่นในวัง เก็บเงินราคาสูง จึงเกิดการเข้าถึงของคนบางกลุ่มเท่านั้น นั่นเป็นเรื่องของยุคที่แล้ว มาถึงยุคนี้อะไรๆก็เข้าถึงได้ง่าย แต่เรากลับจำกัดว่ามันสูงส่ง จึงเกิดการเลือกเสพ แต่สุดท้ายเราเองที่เป็นคนเลือกเสพ ดนตรีจะดีไม่ดี หรูไม่หรูจึงกำหนดไม่ได้แน่นอน แต่ที่เราฟังดนตรีเพราะว่ามันตอบสนองความต้องการของเราเองมากกว่า ส่วนบรรทัดฐานทางดนตรีนั้นเกิดมาจากคนมีการศึกษาเป็นผู้ตีความ ไม่ได้เกิดจากการรู้ได้ด้วยตัวตน
จน มาถึงปัจจุบันที่แนวดนตรีป็อปและร็อคแนวนี้มีบทบาทกับโลกมากกว่าแนวอื่น กับเนื้อเพลงที่หนีไม่พ้นเรื่องเซ็กส์ในหลายๆแง่ ในอย่างนึงเพื่อการขายและตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ จนเกิดเป็นระบบอุตสาหกรรมดนตรีขึ้น และลดความหมายของดนตรีลง
มา ถึงประเด็นที่ผมจะวิเคราะห์ถึงเรื่องบอยแบนด์เกิลด์กรุ๊ปทั้งหลายกับ พฤติกรรมการเสพของบุคคลทั่วไป ที่แทนจะเสพดนตรีกลับเสพนักแสดงเป็นอัตราส่วนมากกว่า (ใช้คำว่านักแสดงเพราะว่าพวกเขาแทบไม่มีส่วนร่วมในการผลิตดนตรี) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นวงเกาหลีเท่านั้น ดนตรีพวกนี้มีประเด็นหลังคือขายนักแสดง และยังทำสำเร็จอีกด้วย เพราะอะไร? ผมมองดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการเติมเต็มทางเซ็กส์ (ในทุกๆแนวเพลง) สำหรับ แนวนี้นั้นจะตอบสนองความต้องการทางรูปลักษณ์และส่งผลทางจิตใจ เราจะเห็นบรรดาแฟนคลับคอยสนับสนุน ซื้อของให้ คอยตามไปรับส่ง โดยที่ไม่มีใครมองว่าเป็นคนโรคจิต ซึ่งสิ่งนี้เราไม่สามารถทำกับคนธรรมดาที่หน้าตาดีได้เพราะเขาไม่ได้เป็นคน ของประชาชน(คนดัง) สิ่งเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มให้ปมในจิตใจบางอย่าง เช่นไม่มีทางหาแฟนได้แบบนี้แน่ๆ บางคนยกให้เป็นคนในอุดมคติ(ที่เป็นไปไม่ได้)จน หันกลับมาด่าบุพการี ทำไมผู้หญิงจึงติดมากกว่าผู้ชาย โดยปกติตั้งแต่อดีตของมนุษย์ เราอยู่บนสังคมวัฒนธรรมแบบกดขี่เพศแม่ แน่นอนที่ความรู้สึกทางเพศของผู้หญิงถูกเก็บกดไว้ และไปใช้กับทางอื่นๆวมทั้งเรื่องความแตกต่างของเพศในทางชีววิทยาด้วย เพื่อตอบสนองกับความต้องการทางเซ็กส์ที่ถูกกดไว้ ไม่น่าจะเกี่ยวกับการที่มีเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แต่เหตุผลหลักคือกฏเกณฑ์ทางสังคม และความต้องการทางเซ็กส์มากกว่า
แต่ ไหนแต่ไรแล้วที่งานศิลปะใช้เป็นเพียงส่วนเติมเต็มให้มนุษย์ ยิ่งพอมาถึงยุคทุนนิยมยิ่งกลับทำให้มันชัดเจนขึ้นไปอีก และเปลี่ยนจากงานศิลปะให้กลายเป็นงานขยะที่ผลิตเพื่อขายชั่วขณะ ขาดการพิถีพิถันในผลงานไป มาร์คูส (Marcuse) เป็น นักวิเคราะห์และนักปรัชญากล่าวว่า ความอยู่รอดของระบบทุนนิยมขึ้นอยู่กับการแข่งขันและบีบบีงคับให้มนุษย์ทำงาน หนักแข่งกับเวลา งานทุกประเภทในระบบการผลิตแบบทุนนิยมเป็นงานที่ซ้ำซากน่าเบื่อ ทำให้การแสวงหาความสุขความพึงพอใจน้อยลง และกลายเป็นทาสของระบบมากขึ้นไป
สรุปแล้วควรคิดว่าเราทำงานศิลปะมาเพื่ออะไร?
บทความโดย ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล
13/4/2555
Phil_wc Demo Reel - Scoring for Film & Multimedia
From 2009 to 2011
Download Link:
http://www.mediafire.com/?sup7idxnhdus897
เสียงปี่ เอาไว้ใช้กับ Kontakt Player ครับ
โหลดที่ http://www.native-instruments.com/#/en/products/producer/kontakt-5-player/
*ยังไม่ได้ลองกับ Kontakt 5
วิธีใช้
เปิดไฟล์ ThaiPipe.nkm ด้วย Kontakt Player
ข้างในมีสองแบบเมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาคือ
1. Loop เอาไว้เวลาอยากได้เสียงยาวๆจริงๆ ผมทำให้มันลูปไว้ แต่มีข้อเสียคือมันจะมีเสียงgap ติดมาด้วย ให้ใช้ Reverb กลบไป แนะนำให้ใช้แบบ Noloop ดีกว่า
2. Noloop เป็นไฟล์ออดิโอ้มาตรงๆเป่าจนหยุดครับ
จูนเสียงแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้ตรงเป๊ะ เพื่อความเหมือนจริง
เรียนดนตรี แม่งไม่ได้มีแค่ใช้ความคิดสร้างสรรค์นะครับ
เรียน Signal flow, วงจร ใช้ด้านคำนวน วิศวกรรม
สร้างเสียงสังเคราห์ การคำนวนทางคณิตศาสตร์ ความถี่ เขียนโปรแกรม Coding ก็ต้องคำนวน
ออกแบบห้องมิกซ์เสียง นู่นนี่ แบบสถาปัต
จริงๆแม่งใช้ความรู้หลายด้านมาก แค่ไม่ไปลึกเหมือนเฉพาะทาง ไม่ใช่เรียนง่ายๆนะเหย
อยากบ่นเฉยๆสำหรับคนถามว่าดนตรีมีอะไรให้เรียน…
เกิดจากการเล่าบนทวิตเตอร์ เนื่องจากไปดูวัยรุ่นพันล้านมาสองรอบครับ
twitter.com/phil_wc
เริ่มแรกเพิ่งจะอยากมาเรียนแต่งเพลงเมื่อตอนๆก็ปลายม.หกแล้วครับ แต่ผมเริ่มทำเพลงตั้งแต่ม.5 ครับผม ก่อนหน้าอยากเรียนนิเทศศิลป์,ถาปัต และสอบด้วย
ถาปัตสอบคะแนนไม่ดีเท่าที่ควร นิเทศได้80เต็ม100 และแอดมิดชั่นติดที่ถาปัตนิเทศลาดกระบัง ที่ๆติดแต่ไม่ยอมเรียน เพราะอยากเรียนดนตรี
ก่อนหน้าสอบที่ศิลปากร มศว. ไม่ติดเลย และสอบดนตรีที่มหิดลก็ไม่ติด อยากเรียนประพันธ์เพลงจริงจัง เลยมาสอบรังสิต และติดเพราะผลงานในพอร์ตช่วยไว้
ในพอร์ตก็มีเพลงที่เคยแต่ง ผลงานนิเทศ ทำอะไรยัดลงหมด ทำอัลบั้มกากๆไว้สองชุดหลังจบม.หก
หลังจากเข้ามหาลัยไม่นาน เพลงแต่งตอนหลังจบม.หกถูกเล่นที่หอศิลป์เป็นสตริงควอเต็ด และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับงานจ้างทำเพลงประกอบเพลงแรก
เป็นเพลงประกอบไตเติลอนิเมชั่นธรรมะ งานชิ้นแรก และต่อจากนั้นก็ได้งานเล็กๆทำเรื่อยๆ ส่วนงานเล่นดนตรีสดก็ได้งานแรกจาก @kijjaz เป็นคนชวน
ตอนนั้นเริ่มมีคนฟังเพลงเรื่อยๆ มีสังคมเยอะขึ้น ที่บ้านไม่ได้สนับสนุนด้านนี้เท่าไรจนเราทำผลงานให้เขาเห็น
ช่วงต้นปีสอง ผมได้ประกวดทำเพลงประกอบภาพยนต์กับเพื่อน ผมเป็นคนทำงานเกือบทั้งหมด และได้รางวัลที่หนึ่งมา ในงาน Asia Music Festival
เมื่อตอนปีสอง ผมสามารถซื้อไอโฟนสี่ได้ด้วยเงินตัวเองตอนออกใหม่ๆ และปลายๆปีมีงานออกสื่องานแรก ทำกับอาจารย์ งานมอบรางวัลสุพรรณหงส์ครั้งที่20
อัลบั้มเดี่ยว Ante Meridiem ดนตรีแอมเบี้ยน ได้ลงหนังสือเพลงไทยแม็กฉบับที่ 2
ช่วงนั้นก็แสดงสดหลายๆที่ สยาม หอศิลป์ ที่มหาลัย โดยเล่นเป็นดนตรีทดลองและอิเล็กโทรนิก
ปัจจุบันปีสาม มีงานเพลงออกสื่อล่าสุดคือ รู้สู้ฟลัด ตอนที่1,2 แล้วก็6 มีงานเกมเฟสบุ๊ค,ios,แอนดรอย ของ ททท., เพลงข่าวของช่อง TPBS
ตอนนี้ทำเงินผ่อน MacBookPro ให้แม่คืน 5555555
ปัจจุบันยังคงทำเพลงในหลากหลายแนว รับจ้าง และงานส่วนตัว งานโฆษณา หนังสั้น แสดงสดในเฉพาะอีเว้นต์ ไม่ได้เล่นประจำ
ยังทำดนตรีจากการทดลอง หาความรู้เพิ่มเติม ลองทำงานแปลกๆ ไปลองฟังที่ soundcloud.com/phil_wc
จะบอกว่าที่บ้านไม่ซับพอร์ตเรื่องนี้เลยก็ไม่ได้ เขาได้ให้เงินเราใช้ ให้เรียนเปียโนตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่ได้มาปัจจุบันเกิดจากการต่อยอดเงิน
เกิดจากความตั้งใจอยากจะแต่งเพลงนี้แหละ และลุยกับแม่ง จนได้มาถึงวันนี้ ซึ่งก็ยังไม่ดีเท่าไร ต้องทำให้ได้มากกว่านี้อีก
เราเห็นคนที่ประสบความสำเร็จโดยเรียนไม่เก่งหรือเรียนไม่จบ เราต้องดูว่า เวลาว่างของเขานั้นทำอะไรที่มันทำให้เกิดความสำเร็จบ้าง
ทุกวันนี้งานเดี่ยวของผมยังทำให้ฟังกันฟรีๆอยู่ครับ ดูและโหลดที่ phil-wcalbum.tumblr.com เป็นอันจบประวัติของผมเท่านี้
ความสำเร็จบางทีอาจเกิดจากการดันทุรังเหมือนในหนังนะครับ
5/11/11
phil_wc
เพลงใหม่ที่ใช้เทคนิกเดียวกับ Eskmo, Amon Tobin คือกการอัดเสียงจริงๆเอามาดัดแปลงและทำเป็นเพลง แต่ผมดัดแปลงไปหน่อยนึง แล้วก็มาผสมเครื่องดนตรีครับ
ใช้ไมค์ Tascam DR-05 มิกซ์เพลงกับ Logic Pro ส่วนใหญ่ทำงานกับ Audio ใช้ Midiเฉพาะ Bassline
ในหนึ่งคู่ที่สมหวัง อาจมีคนเสียใจอยู่ข้างหลัง
อยู่มาก็เนิ่นนาน กาลเวลายิ่งนำพาให้เราได้ผูกผัน
อาจมีบางครั้งคราว ที่ทำให้เราดูวกวนและสับสน
ดีกันอยู่หรือเปล่า จริงใจให้กันไหม โปรดอย่าจากไป หยุดทรมาน
แม้ต้องล้มลงตรอมตรมซมคลุกคลาน ถูกว่าประฌาม ยิ่งทำให้เราสู้ต่อไป
ใจเราทั่นคง และมั่นใจ สติปัญญาและความกล้าหาญเท่านั้น ที่ทำให้หลุดพ้น
จากความหองหม่น ด้วยความเพียรและอดทน จดจำให้หลุดพ้น
เมื่อพ่ายแพ้ รางวัลที่ยิ่งใหญ่ อย่าหวั่นไหว
ให้กูเก่งกว่าคนอื่นซักแค่ไหน ก็ไม่เคยดีในสายตาพ่อแม่เลย
ใช่สิแม่ง กูไม่ได้เรียนแพทย์อย่างใครๆที่ต้องการไง